เครนถล่ม: ความบกพร่องร้ายแรง ไม่ใช่โชคร้ายในงานก่อสร้างสาธารณูปโภคไทย
บทวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญโครงสร้างนานกว่าทศวรรษ
เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มซ้ำซากบนโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของประเทศไทย ก่อให้เกิดความสูญเสียร้ายแรงทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน เป็นบาดแผลที่ฝากรอยไว้ในความรู้สึกของประชาชน และสร้างคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศ ในฐานะวิศวกรโครงสร้างที่มีประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการ ผมขอนำเสนอการวิเคราะห์เจาะลึกถึงต้นตอของปัญหา พร้อมข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก
แยก “เคราะห์กรรม” ออกจาก “วิศวกรรม”: ความจริงเบื้องหลังเครนถล่ม
สิ่งสำคัญอันดับแรกที่เราต้องทำความเข้าใจ คือ การแยกแยะระหว่าง “โชคร้าย” หรือ “เหตุสุดวิสัย” ออกจาก “ความบกพร่อง” ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทำงานทางวิศวกรรม เมื่อพิจารณาเหตุการณ์เครนถล่มที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีล่าสุดบนถนนพระราม 2 ที่ไม่มีปัจจัยภายนอก เช่น พายุ ฝนฟ้าคะนอง หรือแผ่นดินไหว มาเกี่ยวข้อง เราจึงไม่อาจปัดความรับผิดชอบไปให้เป็นเรื่องของธรรมชาติได้
จากการตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลทางเทคนิค ผมขอยืนยันว่า เหตุการณ์เหล่านี้ “ไม่ใช่” อุบัติเหตุสุดวิสัย แต่เป็นผลพวงมาจาก “ความบกพร่องอย่างร้ายแรงในขั้นตอนการก่อสร้าง” มาดูกันที่รายละเอียดทางเทคนิค
ในกรณีแรก ที่ “ขารองรับเครน” หลุดร่วงลงมา สิ่งนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในทางวิศวกรรม ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับ “จุดยึด” (Anchoring) ว่ามีความแข็งแรงตามที่ได้คำนวณไว้ในแบบหรือไม่ หรือมีขั้นตอนใดถูกละเลยไป
ส่วนในกรณีที่สอง ซึ่งมีหลักฐานปรากฏชัดเจนบนถนนพระราม 2 คือ “การทรุดตัวของฐานรองรับเครน” สาเหตุหลักเกิดจากการวางฐานเครนในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม บนพื้นที่ที่ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ตามที่ควรจะเป็น ส่งผลให้โครงสร้างรับน้ำหนักไม่ไหว เกิดการยุบตัว และนำไปสู่การหักกลางของเครน
จากหลักฐานที่ชัดเจนและการวิเคราะห์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากในสมาคมฯ ชี้ชัดว่า แนวโน้มของสาเหตุที่แท้จริงนั้น “มีความบกพร่องในกระบวนการก่อสร้างมากกว่าอุบัติเหตุ”
โครงการยักษ์ใหญ่: เขตอันตรายที่ต้องจับตา
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้น คือ ความถี่ของการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก ซึ่งมักเกิดขึ้นกับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “งานก่อสร้างสาธารณูปโภค” ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นสถิติที่ชี้ให้เห็นถึง “วิกฤตเชิงนโยบาย” ที่รัฐบาลไทยไม่อาจละเลยได้อีกต่อไป
หากอุบัติเหตุเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เราอาจมองว่าเป็นความผิดพลาดเฉพาะจุดที่สามารถแก้ไขได้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำถึง 4 ครั้งใหญ่ภายในรอบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม, ถนนยุบจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า, เครนถล่มทับขบวนรถไฟที่สีคิ้ว จากโครงการรถไฟความเร็วสูง, ไปจนถึงเครนถล่มบนถนนพระราม 2 จากการสร้างทางด่วน ล้วนมีจุดร่วมที่น่าประหลาดใจ คือ “ทั้งหมดเป็นโครงการก่อสร้างของภาครัฐ” และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน
เหตุการณ์เหล่านี้ถือเป็น “สัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤต” ที่บ่งบอกถึงความหละหลวมในมาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัยในโครงการใหญ่ๆ ของประเทศไทย ซึ่งควรจะต้องเทียบเคียงกับ “มาตรฐานสากล”
สามเหลี่ยมแห่งหายนะ: 3 ปัจจัยต้นตอในไซต์งานก่อสร้าง
ผมได้จำแนกสาเหตุที่ทำให้มาตรฐานวิศวกรรมของไทยในโครงการใหญ่ๆ เหล่านี้หย่อนยานจนถึงขั้นวิกฤต ออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก ซึ่งเปรียบเสมือน “สามเหลี่ยมแห่งหายนะ” ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยอย่างร้ายแรง
ปัจจัยด้านบุคลากร (Human Factor): ปัญหานี้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับบนสุด คือ วิศวกรผู้ออกแบบและควบคุมงาน ไปจนถึงผู้ปฏิบัติงานหน้างาน เช่น คนขับเครน และคนงานก่อสร้าง เครนประเภท Launcher เป็นเครื่องจักรที่ซับซ้อนกว่าปั้นจั่นทั่วไป เพราะเป็นเครื่องจักรที่เคลื่อนที่ได้ ทำงานในที่สูง และต้องการความเข้าใจในหลัก “สมดุลและน้ำหนัก” เป็นพิเศษ
ในความเป็นจริง สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในไซต์งาน คือ ผู้ควบคุมเครื่องจักรขาดความรู้ความเข้าใจในหลัก “สถิตยศาสตร์และพลศาสตร์” เพียงพอ พวกเขามักทำงานไปตามความเคยชิน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งยวด
ปัจจัยด้านวัสดุและอุปกรณ์ (Material & Equipment Factor): หัวใจสำคัญของความปลอดภัยในงานก่อสร้าง คือ วัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ เช่น สลิง, รอก, และนอตยึด จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ ผมพบเห็นกรณีที่น่ากังวลหลายครั้ง เช่น การนำเครื่องจักรเก่าที่ใช้งานมาอย่างยาวนานมาใช้ซ้ำ ทำให้ขาดความมั่นใจในมาตรฐาน บางครั้งพบว่านอตบางตัวมีสภาพ “เกลียวหวาน” จนแทบไม่เหลือสภาพ หรือนอตบางตัวที่บิดงอ ยังคงถูกนำมาใช้งานต่อ นี่คือความเสี่ยงที่เกิดจากการละเลยอย่างชัดเจน
ปัจจัยด้านเครื่องจักร (Machinery Factor): ปัจจัยที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ “เครื่องจักรมือสอง” ที่ขาดมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมทั่วไปอาจไม่ทราบดีนัก เครน Launcher จำนวนมากที่ใช้ในประเทศไทยถูกซื้อมาจากต่างประเทศในสภาพมือสอง เมื่อโครงการหนึ่งเสร็จสิ้น เครื่องจักรเหล่านั้นก็จะถูกขายต่อและนำมาดัดแปลง หรือต่อเติม โดยที่ไม่ได้ผ่านการออกแบบคำนวณใหม่ เรายังขาด “ระบบการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้าง” ที่มีประสิทธิภาพและชัดเจน
ดังนั้น หน่วยงานรัฐในฐานะเจ้าของโครงการ จำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจสอบอย่างจริงจัง
ช่องโหว่ทางกฎหมายและการรับเหมาช่วง: ตัวเร่งวิกฤต
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายเสียทีเดียว แต่ “อยู่ที่การบังคับใช้” ซึ่งมักมีความหย่อนยานในการตรวจสอบ ตัวอย่างเช่น กฎหมายกำหนดให้ต้องมีวิศวกรควบคุมงาน แต่ในความเป็นจริง มีวิศวกรเหล่านั้นอยู่จริงหรือไม่? และหากมี พวกเขามีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเครนประเภท Launcher จริงหรือไม่?
อย่างไรก็ตาม มีกฎหมายบางส่วนที่ยังขาดหายไปอย่างแท้จริง คือ “การขึ้นทะเบียนเครน” และ “การจ้างช่วง หรือรับเหมาช่วง (Subcontract)” ในปัจจุบัน บริษัทใหญ่ที่ประมูลงานได้มักจะไม่ดำเนินการก่อสร้างเองทั้งหมด แต่จะกระจายงานต่อให้กับผู้รับเหมาช่วงเป็นทอดๆ ซึ่งโดยตัวของมันเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่จะกลายเป็นปัญหาทันทีหากกลุ่มผู้รับเหมาช่วงขาดความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ และไม่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
การตรวจไซต์งานก่อสร้างมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากวิศวกรเป็นวิชาชีพที่มีใบอนุญาต และลายเซ็นของพวกเขามีผลต่อการรับรองความถูกต้องของแบบและงานก่อสร้าง แต่ภาคปฏิบัตินั้นมักจะแตกต่างจากภาคทฤษฎีอย่างสิ้นเชิง
บทลงโทษที่หนักหน่วง: การลงดาบที่มองเห็นผล
การแก้ไขปัญหาต้องทำอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากการยกระดับ “มาตรฐานของผู้ปฏิบัติงานเครน” ให้มีความเข้มข้นเทียบเท่ากับวิศวกร โดยใช้หลักการ “4 ผู้” ที่ต้องผ่านการรับรองอย่างเข้มงวด ได้แก่
ผู้ให้สัญญาณเครน (Signalman)
ผู้ยึดเกาะวัสดุ (Rigger)
ผู้บังคับรถเครน (Crane Operator)
ผู้ควบคุมเครน (Crane Supervisor)
ในความเป็นจริง เรามักพบเห็นการใช้แรงงานที่ขาดทักษะมาทำหน้าที่เหล่านี้แทน คำถามคือ หน่วยงานเจ้าของโครงการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบในประเด็นนี้หรือไม่?
ในส่วนของ “บทลงโทษ” ต้องมีความเด็ดขาดและหนักหน่วง เพื่อสะท้อนถึงความร้ายแรงของความบกพร่องที่เกิดขึ้น กฎหมายต้องมีความศักดิ์สิทธิ์
ปัจจุบัน เรายังขาด “ระบบ Blacklist ที่เข้มข้น” มาตรการที่ผ่านมาเป็นเพียงการจัดชั้นผู้รับเหมา หรือการลดชั้น/ตัดแต้ม ซึ่งเพิ่งมีการออกกฎกระทรวงใหม่เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ซึ่งถือว่าล่าช้ามาก
ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีกฎหมาย แต่ผู้รับเหมาบางรายก็ยังมีวิธีการหลีกเลี่ยง ด้วยการปิดบริษัทที่มีปัญหา เปลี่ยนชื่อ แล้วกลับมาประมูลงานใหม่ เสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องเข้ามาจัดการอย่างจริงจัง
ความกังวลต่อทุนต่างชาติในคราบ “นอมินี”
อีกประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างมากในกลุ่มวิศวกร คือ การเข้ามาของ “ทุนต่างชาติ” ที่แฝงตัวมาในรูปแบบ “นอมินี” เพื่อรับงานโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้รูปแบบ “Joint Venture (JV)” กับผู้รับเหมาไทย และให้บริษัทไทยเป็นผู้ดำเนินการในนาม
ปัญหาที่ตามมาคือ การ “ตัดราคาประมูลที่ต่ำเกินจริง” เพื่อให้ได้งาน ผู้รับเหมาไทยบางรายอาจยอมรับเงื่อนไขนี้ เพราะต้องการส่วนแบ่งกำไร โดยไม่ต้องลงแรงในการดำเนินงานจริง
ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นร้ายแรง คือ “ความปลอดภัยและมาตรฐานของงาน” ที่ถูกบั่นทอนลงอย่างมาก จากการใช้แรงงาน อุปกรณ์ และเครื่องจักรที่ต้นทุนต่ำ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพและความปลอดภัยในระยะยาว
ข้อเสนอ “กระดุม 3 เม็ด”: ทางออกเร่งด่วนสู่งานก่อสร้างที่ปลอดภัย
หากรัฐบาลต้องการยุติฝันร้ายที่เกิดขึ้นบนถนนพระราม 2 และไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ สมาคมฯ ขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ซึ่งเปรียบเสมือน “กระดุม 3 เม็ด”
เม็ดแรก: ค้นหาความจริงโดย “คนกลาง” (Find the Truth by Neutral Party): การตั้ง “คณะกรรมการที่เป็นกลางอย่างแท้จริง” ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุเชิงลึกทางวิศวกรรม เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การตรวจสอบโดยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเอง ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดได้ หากจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบบิดเบี้ยว ผลลัพธ์ที่ได้ก็ย่อมไม่ถูกต้อง
เม็ดที่สอง: บทลงโทษที่ “เด็ดขาด” (Decisive Sanctions): ต้องมีการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” บริษัทที่กระทำผิดซ้ำซาก หรือก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ควรถูก “พักใบอนุญาต” หรือ “ตัดสิทธิในการประมูลงานอย่างถาวร” เพื่อเป็นบทเรียนและยกระดับมาตรฐานของผู้ประกอบการ
เม็ดที่สาม: เร่ง “ปิดช่องโหว่กฎหมาย” (Expedite Legal Loopholes): รัฐต้อง “รู้เท่าทัน” กลยุทธ์การลดต้นทุนของผู้รับเหมา กระทรวงคมนาคมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งออก “กฎกระทรวงที่เหมาะสม” ภายในระยะเวลาอันสั้น (ไม่เกิน 6 เดือน หากมีความตั้งใจจริง) เพื่อบังคับใช้ “การขึ้นทะเบียนเครื่องจักร” และ “การควบคุมการจ้างช่วง” ให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
อย่าให้ขั้นตอนราชการที่ล่าช้า กลายเป็นอุปสรรค หรือเป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอีกต่อไป เราต้องการ “งานก่อสร้างที่ปลอดภัย” และ “ความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ” อย่างเร่งด่วน
หากท่านเป็นเจ้าของโครงการ ผู้รับเหมา หรือผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และต้องการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงศึกษาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านโครงสร้างและการก่อสร้าง เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการของท่านจะบรรลุเป้าหมายทั้งในด้านคุณภาพ ต้นทุน และเวลา โดยปราศจากอุบัติเหตุร้ายแรง สามารถติดต่อขอคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตการก่อสร้างที่ยั่งยืนและปลอดภัยสำหรับประเทศไทย

