วิศวกรโครงสร้างเตือน! เครนถล่มไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือ “ความบกพร่องร้ายแรง” ในการก่อสร้างระดับชาติ
บทนำ: สัญญาณอันตรายในโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่
ในฐานะวิศวกรโครงสร้างที่มีประสบการณ์กว่าทศวรรษในวงการ ผมได้เห็นความก้าวหน้าและวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมการก่อสร้างในประเทศไทยมาโดยตลอด แต่สิ่งที่ยังคงสร้างความกังวลและเป็นประเด็นที่ต้องหยิบยกขึ้นมาพูดคุยอย่างจริงจัง คือเหตุการณ์อุบัติเหตุซ้ำซากที่เกิดขึ้นในโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์เครนถล่มล่าสุดที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน ซึ่งผมยืนยันอย่างหนักแน่นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ “โชคร้าย” หรือ “เหตุสุดวิสัย” ตามที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นผลพวงมาจาก “ความบกพร่องร้ายแรง” ในกระบวนการทำงานและการบริหารจัดการโครงการ
รายงานฉบับนี้ จะนำเสนอการวิเคราะห์เชิงลึกจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อไขข้อข้องใจเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุเหล่านี้ พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของ รับเหมาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และ การบริหารความปลอดภัยโครงการก่อสร้าง
วิศวกรโครงสร้างคืออะไร? มากกว่าแค่การคำนวณ แต่คือความรับผิดชอบต่อชีวิต
ก่อนจะเจาะลึกถึงปัญหา ต้องเข้าใจก่อนว่า “วิศวกรโครงสร้าง” มีบทบาทและความสำคัญอย่างไรในงานก่อสร้างวิศวกรรมโยธา พวกเราคือผู้ที่รับผิดชอบในการออกแบบ คำนวณ และตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สะพาน ถนน หรือแม้กระทั่งเครื่องจักรกลหนักอย่างเครน การทำงานของวิศวกรโครงสร้างต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในหลักการทางวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ กลศาสตร์ และวัสดุศาสตร์อย่างลึกซึ้ง เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างที่สร้างขึ้นจะสามารถรับน้ำหนักและทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ในงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ วิศวกรรมโครงสร้าง นั้น ไม่ใช่แค่การออกแบบที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการควบคุมคุณภาพ การบริหารจัดการหน้างาน และการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน หากองค์ประกอบเหล่านี้บกพร่องแม้เพียงส่วนเดียว ก็อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้
เจาะลึกสาเหตุ: เครนถล่มไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือ “ความบกพร่อง” ในขั้นตอนวิศวกรรม
เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์เครนถล่มที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จะพบว่า ไม่ใช่ความผิดพลาดจากธรรมชาติ เช่น พายุ แผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ แต่เป็นผลมาจากความบกพร่องที่เกิดขึ้นภายในกระบวนการก่อสร้างเอง
กรณีแรก: ปัญหาที่จุดยึด (Anchoring)
เหตุการณ์เครนถล่มครั้งแรก แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่ “ขารองรับเครน” หลุดร่วงลงมา ซึ่งในทางวิศวกรรมแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะหลุดร่วงลงมาได้ง่ายๆ เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับ “จุดยึด” หรือ Anchoring ว่ามีความแข็งแรงตามที่คำนวณในแบบหรือไม่ หรืออาจมีการละเลยขั้นตอนสำคัญไป
กรณีที่สอง: การทรุดตัวของฐานรองรับเครน
สำหรับเหตุการณ์เครนถล่มอีกครั้งบนถนนพระราม 2 หลักฐานที่ปรากฏชัดเจนคือ “ขารองรับเครน” เกิดการทรุดตัว สาเหตุเกิดจากการวางฐานรองรับในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม โดยไปวางบนพื้นที่ที่ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ทำให้โครงสร้างรับน้ำหนักไม่ไหว เกิดการยุบตัว ส่งผลให้เครนหักโค่นกลาง เป็นการยืนยันถึงความผิดพลาดในการวางแผนและดำเนินการก่อสร้างอย่างชัดเจน
จากการตรวจสอบของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก รวมถึงสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่า เหตุการณ์เหล่านี้เกิดจากความบกพร่องในขั้นตอนการก่อสร้างมากกว่าจะเป็นอุบัติเหตุที่ควบคุมไม่ได้
โครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่: เขตอันตรายที่ต้องได้รับการจับตามอง
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การเกิดอุบัติเหตุซ้ำๆ ที่มักเกิดขึ้นกับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง “วิกฤตเชิงนโยบาย” ที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม
ตลอดปีที่ผ่านมา เราได้เห็นเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการภาครัฐหลายครั้ง ตั้งแต่ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม, ถนนยุบจากการสร้างรถไฟฟ้า, เครนถล่มจากการสร้างรถไฟความเร็วสูงทับขบวนรถไฟที่สีคิ้ว, และล่าสุดคือเครนถล่มจากการสร้างทางด่วนคร่อมถนนพระราม 2
จุดร่วมที่น่าสังเกตคือ โครงการเหล่านี้ล้วนเป็นโครงการของภาครัฐ และเกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกถึงมาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัยในระดับสากลกับโครงการใหญ่ๆ ที่กำลังเผชิญกับปัญหา
3 ปัจจัยหลัก “สามเหลี่ยมแห่งหายนะ” ที่บั่นทอนมาตรฐานวิศวกรรมไทย
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ได้จำแนกสาเหตุที่ทำให้มาตรฐานวิศวกรรมของไทยหย่อนยานอย่างวิกฤตออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก ที่เปรียบเสมือน “สามเหลี่ยมแห่งหายนะ” ซึ่งส่งผลกระทบต่อ ความปลอดภัยในงานก่อสร้าง และ การควบคุมคุณภาพงานก่อสร้าง
ปัจจัยด้านบุคลากร: ตั้งแต่ระดับบนสุดคือวิศวกรที่ปรึกษา, วิศวกรควบคุมงาน, ผู้ควบคุมเครื่องจักรกลหนัก ไปจนถึงแรงงานหน้างาน ขาดการอบรมและขาดความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเครื่องจักรกลหนักที่มีความซับซ้อน เช่น เครน Launcher ซึ่งไม่ใช่เครื่องจักรที่ตั้งอยู่กับที่ แต่มีการเคลื่อนที่และทำงานในที่สูง มีความซับซ้อนของสมดุลและน้ำหนัก ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่ที่พบเห็นบ่อยครั้งคือ ผู้ควบคุมเครื่องจักรขาดความเข้าใจในหลักสถิตยศาสตร์และพลศาสตร์ ทำงานตามความเคยชิน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
ปัจจัยด้านวัสดุอุปกรณ์: สลิง, รอก, สลักเกลียว (นอต) คือหัวใจสำคัญของความปลอดภัย การลงพื้นที่ตรวจสอบพบเห็นการนำเครื่องจักรเก่ามาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ขาดความมั่นใจในมาตรฐาน สลักเกลียวที่มีเกลียวหวาน หรือคดงอ ยังคงถูกนำมาใช้งานต่อ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการละเลยอย่างชัดเจน
ปัจจัยด้านเครื่องจักร: เครื่องจักรมือสองที่ขาดมาตรฐานสากลเป็น “ระเบิดเวลา” ที่น่าจับตา เครน Launcher จำนวนมากที่ใช้ในประเทศไทยเป็นเครื่องจักรมือสองที่นำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อโครงการหนึ่งเสร็จสิ้น เครื่องจักรเหล่านี้จะถูกขายต่อและนำมาดัดแปลงต่อเติมโดยไม่ผ่านการออกแบบคำนวณใหม่ ปัญหานี้รุนแรงขึ้นจากการขาดระบบการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างที่ชัดเจน หน่วยงานรัฐในฐานะเจ้าของโครงการต้องเข้มงวดในการตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และ การเลือกผู้รับเหมา
ช่องโหว่ทางกฎหมายและปัญหาการจ้างช่วง: วงจรแห่งความเสี่ยง
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่อยู่ที่การบังคับใช้ที่หย่อนยาน เช่น กฎหมายกำหนดให้ต้องมีวิศวกรควบคุมงาน แต่ในความเป็นจริง หน้างานมีวิศวกรอยู่จริงหรือไม่? และวิศวกรผู้นั้นมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเครน Launcher จริงหรือไม่?
กฎหมายที่ยังขาดหายไปอย่างแท้จริงคือ การขึ้นทะเบียนเครน และการควบคุมการจ้างช่วง (Subcontract) ปัจจุบันบริษัทใหญ่ที่ประมูลงานได้ มักจะไม่ได้ลงมือทำเองทั้งหมด แต่จะจ้างช่วงต่อให้กับผู้รับเหมาอื่นๆ การกระจายงานเป็นทอดๆ นี้ไม่ผิดหากกลุ่มผู้รับเหมามีความซื่อสัตย์ในวิชาชีพและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
การตรวจสอบไซต์งานก่อสร้างจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง วิศวกรเป็นวิชาชีพที่มีใบอนุญาต และลายเซ็นของพวกเขารับรองความถูกต้องของแบบ แต่ภาคปฏิบัติกลับสวนทางกับสิ่งที่สังคมคาดหวัง
บทลงโทษต้องหนักแน่น: “เชือดไก่ให้ลิงดู” เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่
การแก้ไขปัญหาต้องดำเนินการอย่างจริงจังและยกระดับ “มาตรฐาน” ของผู้ปฏิบัติงานเครนให้เทียบเท่ากับวิศวกร โดยใช้สูตร “4 ผู้” ที่ผ่านการรับรองอย่างเข้มงวด:
ผู้ให้สัญญาณเครน
ผู้ยึดเกาะวัสดุ
ผู้บังคับรถเครน
ผู้ควบคุมเครน
ในหน้างานจริง มักพบว่ามีการใช้แรงงานที่ขาดทักษะมาทำหน้าที่แทน คำถามคือหน่วยงานเจ้าของโครงการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหรือไม่?
บทลงโทษต้องมีความหนักหน่วง เพราะเป็นการบกพร่องอย่างร้ายแรง กฎหมายต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ เรายังขาดระบบ Blacklist ที่เข้มข้น แทนที่จะเป็นการลงโทษที่ชัดเจน เป็นเพียงการจัดชั้นผู้รับเหมา หรือการลดชั้น/ตัดแต้ม การออกกฎกระทรวงเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ถือว่าล่าช้ามาก
ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งผู้รับเหมาที่มีปัญหาจะใช้วิธีเลี่ยงบาลี เช่น การปิดบริษัทที่มีปัญหา แล้วก่อตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่ออื่น เพื่อกลับมาประมูลงานใหม่ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปัญหานี้รัฐบาลต้องเข้ามาจัดการอย่างเด็ดขาด
ความกังวลเรื่อง “นอมินี” ทุนต่างชาติ: ภัยคุกคามต่อมาตรฐานและความปลอดภัย
อีกประเด็นที่นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ กังวลอย่างมากคือ การเข้ามาของทุนต่างชาติในรูปแบบ “นอมินี” เพื่อรับงานโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยที่เพิ่มมากขึ้น พวกเขาใช้วิธี Joint Venture (JV) กับผู้รับเหมาไทย และใช้บริษัทไทยเป็น “หน้าม่าน” ปัญหาที่ตามมาคือการ “ตัดราคา” ประมูลที่ต่ำเกินจริง เพื่อให้ได้งาน ผู้รับเหมาไทยบางรายยอมรับข้อเสนอนี้ เพราะหวังเพียงส่วนแบ่งกำไรโดยไม่ต้องลงแรงมากนัก
ผลเสียที่ตามมาคือ ความปลอดภัยและมาตรฐานงานที่ลดลง เนื่องจากต้นทุนถูกกดให้ต่ำสุด ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของแรงงาน อุปกรณ์ และเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้าง
ข้อเสนอ “กระดุม 3 เม็ด” สู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
หากรัฐบาลต้องการยุติฝันร้ายบนถนนพระราม 2 และไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ สมาคมฯ ขอเสนอทางออกเร่งด่วนที่เรียกว่า “กระดุม 3 เม็ด”
เม็ดแรก: ค้นหาความจริงโดยคนกลาง: ควรมีคณะกรรมการที่เป็นกลางอย่างแท้จริง ไม่ใช่การตรวจสอบกันเองภายใน เพื่อหาสาเหตุเชิงลึกทางวิศวกรรม หากจุดเริ่มต้นของปัญหาบิดเบือน เราจะไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง
เม็ดที่สอง: บทลงโทษที่เด็ดขาด: ต้อง “เชือดไก่ให้ลิงดู” บริษัทที่ทำผิดซ้ำซากควรถูกพักใบอนุญาต หรือตัดสิทธิในการประมูลงานอย่างถาวร เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในวงการ
เม็ดที่สาม: เร่งปิดช่องโหว่กฎหมาย: รัฐบาลต้องรู้เท่าทันเทคนิคการลดต้นทุนของผู้รับเหมา ควรออกกฎกระทรวงที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน กระทรวงคมนาคมสามารถดำเนินการได้ภายใน 6 เดือน หากมีความตั้งใจจริง เพื่อบังคับการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและการควบคุมการจ้างช่วงให้มีประสิทธิภาพ
อย่าให้ขั้นตอนทางราชการกลายเป็นอุปสรรคหรือเป็นข้ออ้างในการเพิกเฉยต่อปัญหาอีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมมือกัน เพื่อยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัยในไซต์งานก่อสร้าง และสร้างความมั่นใจใน โครงการก่อสร้างภาครัฐ ให้กับประชาชนทุกคน
หากคุณคือผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง หรือต้องการทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการบริหารความปลอดภัยในโครงการต่างๆ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและรับประกันความปลอดภัยให้กับทุกโครงการของคุณ.

